ภาวะช็อก Shock

หมายถึง สภาวะล้มเหลวของระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้รับเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ โดยที่อวัยวะนั้น ๆ ไม่ตาย แต่จะสูญเสียหน้าที่ หรือการทำหน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ ลดลง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภาวะช็อกคือ ความดันเลือดในหลอดเลือดลดลงต่ำกว่าปกติ อัตราการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดลดลงหรือช้าลง และปริมาณเลือดที่ไหลกลับเข้าหัวใจน้อยลงไม่เพียงพอ

อาการทางคลินิกเมื่อร่างกายเกิดภาวะช็อก  พบว่าจะแตกต่างกันในสัตว์แต่ละตัว และปัจจัยต่าง ๆ ในขณะที่เกิดขึ้นตอนนั้น ๆ แต่อาการทั่ว ๆ ไป จะพบ ความดันเลือดลดต่ำลง ชีพจรเต้นเบา แต่จะเร็ว และหายใจถี่เร็วขึ้น ผิวหนังซีด ตัวเย็นโดยเฉพาะส่วนปลายของ แขนขา นอกจากนี้อาจพบอาการเขียงคล้ำ หรืออาการไซยาโนซีส และปัสสาวะน้อย ซึ่งภายหลังเกิดภาวะช็อก  ร่างกายหรือเนื้อเยื่อได้รับเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ มีผลทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน และร่างกายมีสภาพเป็นกรดมากผิดปกติ เนื่องจากมีกรดแลกติก (lactic acid) สะสมในเนื้อเยื่อมาก

สาเหตุการเกิดภาวะช็อก

1. ที่พบบ่อยที่สุด คือ ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง (Hypovolemic shock)อาจมี สาเหตุเนื่องจากปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนของเลือดลดลงจนไม่เพียงพอที่จะไปเลี้ยงทุกเนื้อเยื่อหรืออวัยวะได้ทั่วถึง สามารถเกิดขึ้นได้ หากมีการสูญเสียเลือดมากกว่าร้อยละ 30 ของร่างกายในระยะเวลาที่รวดเร็ว สาเหตุที่เกิดขึ้น ได้แก่ การสูญเสียเลือดหรือตกเลือดอย่างรวดเร็วและรุนแรง  เช่น เลือดออกจากบาดแผล, ตกเลือดหลังคลอด, แท้งบุตร, อาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือด ไข้เลือดออก การเสียน้ำ เช่น ท้องเดินรุนแรง, อหิวาต์ , อาเจียนรุนแรง, เบาหวาน, เบาจืด,   บาดแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเสียเลือดออกไปภายนอกร่างกาย (external blood loss) หรือตกเลือดภายใน (internal blood loss) หรือเกิดการสูญเสียสารน้ำ (fluid loss) เนื่องจากแผลไฟไหม้ หรือท้องร่วงอย่างรุนแรงหรืออาเจียนมาก ๆ เป็นต้น สามารถทำให้เกิดช็อกเหตุปริมาตรเลือดน้อยได้

2. ภาวะช็อกจากระบบประสาท (Neurogenic shock) เกิดโดยผ่านทางระบบประสาทอัตโนมัติและศูนย์ควบคุมหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัว เป็นผลทำให้ความดันเลือดต่ำ เช่น ตกใจ เสียใจ เจ็บปวดรุนแรง  ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ได้ยานอนหลับหรือยาสลบ อาการเป็นลมธรรมดาก็ถือว่าเป็นภาวะช็อกชนิดนี้อย่างอ่อน ๆ

3. ภาวะช็อกจากโรคติดเชื้อ (Septic shock)เกิดเนื่องจากร่างกายมีการติดเชื้ออย่างรุนแรงในกระแสเลือด (septicemia) โดยเฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ อย่าง E.coli , Klebsiella pneumoniae เป็นต้น ที่มีการสร้างสารพิษ (endotoxin) ทำให้เกิดภาวะเอ็นโดท๊อกซีเมีย (endotoxemia) ซึ่งเชื่อว่าสารพิษดังกล่าว จะทำให้เกิดการช็อก โดยการกระตุ้นให้มีการทำลายเซลล์โดยตรง และกระตุ้นให้มีการหลั่งสารต่าง ๆ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ เช่น การเต้นของหัวใจ หรือทำลายผนังหลอดเลือดทำให้มีการสูญเสียเลือดหรือเกิดเลือดคั่ง จนทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงในเนื้อเยื่อได้เพียงพอ  เช่น ภาวะโลหิตเป็นพิษ , กรวยไตอักเสบมดลูกอักเสบ   จากการทำแท้ง หรือหลังคลอด ฯลฯ

4. ภาวะช็อกที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ (Cardiogenic shock) เกิดเนื่องจากการที่หัวใจ ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากความผิดปกติของหัวใจเอง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) หรือการเกิดเนื้อตายของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial infarction)   ลิ้นหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ   ปอดทะลุ , ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary embolism)  เป็นต้น นอกจากนี้อาจเกิดเนื่องจากการขัดขวางการบีบตัวหรือการทำงานของหัวใจ เช่น ภาวะที่มีเลือดคั่งในถุงหุ้มหัวใจ (hemopericardium) ซึ่งจะทำให้เกิดก้อนเลือด (blood clot) ในถุงหุ้มหัวใจ ทำให้ก้อนเลือดดังกล่าวไปขัดขวางการบีบตัว หรือการทำงานของหัวใจ ภาวะนี้เรียกว่า “ cardiac temponale ” หรือการเกิดก้อนธรอมบัสอุดตันหลอดแดงใหญ่ (aorta) หรือหัวใจโดยตรง สามารถทำให้เกิดช็อกเหตุหัวใจ (cardiogenic shock) ได้

5. ภาวะช็อกจากการแพ้ (Hypersensitivity shock หรือ Anaphylactic shock) เกิดเนื่องจากอาการแพ้ (anaphylaxis) ทำให้มีการขยายของหลอดเลือดและมีคั่งเลือดแล้วเกิดการบวมน้ำตามมา และอาการแพ้ มักจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวอย่างรุ่นแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม จึงทำให้หายใจลำบากและตายในที่สุด  สารที่ทำให้เกิดภาวะช็อก เช่น แพ้เพนิซิลลิน แพ้เซรุ่มต่าง ๆ แพ้พิษของผึ้งหรือแมลงอื่น ๆ โปรตีนต่าง ๆ  เกสรดอกไม้ หรืออาหาร ฯลฯ

6. ภาวะช็อกจากระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrinic shock) เช่น ภาวะวิกฤตจากต่อมหมวกไตฝ่อ, จากการใช้ยาประเภทสเตอรอยด์นาน ๆ หรือเกิดจากโรคแอดดิสัน

ลักษณะพยาธิสภาพที่พบตามมาหลังจากภาวะช็อก
               จะพบมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ เนื่องจากการขาดเลือดและออกซิเจนโดยทั่ว ๆไป จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดพยาธิสภาพ กับอวัยวะต่าง ๆ แต่อวัยวะที่เห็นได้ชัดก็คือ

1. ปอด เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “ shock lung ” โดยเฉพาะในรายที่เกิดภาวะช็อก  เหตุพิษติดเชื้อ (septic shock) ส่วนภาวะช็อกที่ปริมาตรเลือดน้อย (hypovolemic shock) มักจะไม่มีผลต่อปอดเท่าไร เพราะปอดจะทนต่อภาวะการขาดเลือดได้ดี สำหรับลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สามารถพบได้ที่ปอด จะพบว่า ปอดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ผิวมันวาว เปียกน้ำ ปอดแฟบ และมีเลือดคั่ง (congestive และatelectasis lung) เมื่อตรวจทางจุลพยาธิวิทยาพบว่า เกิดการคั่งเลือด และการบวมน้ำ โดยมีของเหลวสะสมในถุงลมและผนังถุงลม บางครั้งจะพบเซลล์เกี่ยวข้องกับการอักเสบร่วมด้วย จึงทำให้ผนังถุงลมหนาตัวขึ้น หรือเกิดปอดอักเสบแบบ interstitial pneumonia จึงทำให้บางครั้งจึงเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “ shock lung ”

2. ไต ก็ถือว่าเป็นอีกอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะลักษณะที่ไตเกิดการตายของเซลล์บุท่อไตอย่างเฉียบพลัน (acute renal tubular necrosis) ทำให้เกิดการเสียสมดุลของน้ำ แร่ธาตุในร่างกาย และปัสสาวะน้อยลง หรือจนไม่มีปัสสาวะ ลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาพบว่าเซลล์บุท่อไต จะเริ่มมีการเสื่อมสภาพ มีการบวมน้ำ และอาจเกิด การเปลี่ยนแปลงของไขมัน (fatty change) จนกระทั่งเซลล์เริ่มมีการตาย (necrosis) ขึ้น และมีการหลุดออกของ tubular basement membrane) ที่เรียกว่า “ tubulorrhexis ”

3. สมอง จะทำให้เกิดภาวะ hypoxic encephalopathy เนื่องจากสมองจะเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดออกซิเจน ซึ่งจะพบว่าสมองมีการบวม และมีการตายของเส้นประสาท

4. หัวใจ พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจมีการบวม และมีการเปลี่ยนแปลงของไขมัน พบจุดเลือดออก และเนื้อตายที่บริเวณเยื่อบุหัวใจ (endocardium) ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหากไม่เกิดภาวะช็อกอย่างรุ่นแรง มักจะไม่พบพยาธิสภาพดังกล่าว

5. ระบบทางเดินอาหาร มักจะพบมีเลือดออก และเลือดคั่งในชั้นเยื่อเมือก (mucosa) ที่เรียกว่า “ hemorrhagic gastroenteropathy ” โดยเฉพาะที่ลำไส้เล็ก จะพบบ่อย นอกจากนี้อาจพบแผลหลุมในกระเพาะอาหาร (gastic ulcer) และตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) ร่วมด้วย ส่วนตับจะพบมีการเปลี่ยนแปลงของไขมัน และเนื้อตาย

6. ต่อมหมวกไต จะพบมีการลดลงของไขมัน และหากภาวะช็อกรุนแรง จะทำให้เกิดเลือดออกและเนื้อตายขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการสร้างหรือหลั่งฮอร์โมนลดลง